วิธีซื้อหุ้น NASDAQ สำหรับมือใหม่ ทีละขั้นตอน

⚠️ หน้านี้เชื่อมต่อคุณกับพันธมิตรและตลาดพันธมิตรของ Atovia เราอาจได้รับค่าคอมมิชชันจากพันธมิตรสำหรับกิจกรรมที่ทำผ่านลิงก์เหล่านี้ ข้อเสนอส่วนลดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามนโยบาย! มั่นใจได้ว่าไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคุณ! เราหวังว่านี่จะช่วยประหยัดเวลาของคุณในการค้นหาสินค้าที่เหมาะสม!

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้ก่อนเริ่ม
  • NASDAQ เป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก ไม่ใช่หุ้นตัวเดียว
  • คนไทยลงทุนได้ทั้งหุ้นรายตัว ETF กองทุนรวมที่ลงทุนต่างประเทศ และใบรับฝากหลักทรัพย์ (DR)
  • ต้องมีบัญชีกับโบรกเกอร์ที่เปิดให้ซื้อขายหุ้นต่างประเทศ และควรตรวจสอบว่าได้รับอนุญาตหรือไม่
  • การลงทุนมีความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวน อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนต่างๆ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

อยากลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ต้องใช้โบรกเกอร์แบบไหน ต้องแลกเงินอย่างไร และต้องระวังอะไรบ้าง หลายคนติดอยู่ตั้งแต่ก้าวแรก บทความนี้พาคุณไล่ตามลำดับ ตั้งแต่ทำความเข้าใจว่า NASDAQ คืออะไร เลือกช่องทางลงทุน เปิดบัญชี ฝากเงิน ไปจนถึงการกดสั่งซื้อจริง พร้อมบอกต้นทุน ภาษี และความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่แนะนำให้ซื้อหุ้นหรือโบรกเกอร์รายใดเป็นการเฉพาะ

NASDAQ คืออะไร และต่างจากหุ้นตัวเดียวอย่างไร

หน้าจอแสดงกราฟดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ บนโต๊ะทำงานของมือใหม่

NASDAQ เป็นตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ ที่เป็นแหล่งซื้อขายหุ้นของบริษัทจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี คำว่า “ซื้อหุ้น NASDAQ” จึงมีความหมายได้หลายแบบ และการแยกให้ออกตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ไม่ซื้อผิดสิ่งที่ตั้งใจ

สามสิ่งที่มักถูกเรียกรวมว่า “NASDAQ”

  • ตลาด NASDAQ: สถานที่ซื้อขายหลักทรัพย์ มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ในนั้นจำนวนมาก
  • ดัชนี NASDAQ Composite และ NASDAQ-100: ตัวเลขที่ใช้วัดภาพรวมของหุ้นบางกลุ่มในตลาด ซื้อโดยตรงไม่ได้ แต่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่อิงดัชนีได้ NASDAQ-100 เป็นดัชนีของบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่กลุ่มการเงิน 100 แห่ง
  • หุ้น Nasdaq Inc. (ตัวย่อ NDAQ): เป็นหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้นรายตัวเหมือนหุ้นบริษัทอื่น ไม่ได้แทนทั้งตลาดหรือดัชนี

บริษัทที่จดทะเบียนใน NASDAQ จำนวนมากอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ ชิป และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งมักมีราคาเคลื่อนไหวแรงกว่าตลาดโดยรวม บทความนี้ไม่ระบุว่าควรซื้อบริษัทใด คุณควรศึกษาข้อมูลและตัดสินใจด้วยตัวเอง

ช่องทางลงทุนใน NASDAQ ที่คนไทยทำได้

ป้ายบอกทางหลายเส้นทางสื่อถึงช่องทางลงทุนที่แตกต่างกัน

คนไทยเข้าถึงหุ้นและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ NASDAQ ได้หลายทาง แต่ละทางมีความยากง่าย ต้นทุน และระดับการกระจายความเสี่ยงต่างกัน

  • หุ้นรายตัวผ่านโบรกเกอร์: เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ หรือโบรกเกอร์ไทยที่เปิดบริการหุ้นสหรัฐฯ แล้วซื้อขายหุ้นโดยตรง
  • ETF ที่อิงดัชนี NASDAQ-100: กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น ซื้อครั้งเดียวได้บริษัทหลายแห่งตามดัชนี
  • กองทุนรวมในประเทศที่ลงทุนต่างประเทศ: ซื้อผ่านบริษัทจัดการกองทุนหรือธนาคารในไทย ไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศเอง
  • ใบรับฝากหลักทรัพย์ (DR): ตราสารที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยอ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศ ควรตรวจสอบรายการที่มีอยู่ในปัจจุบันจากแหล่งทางการ
ผู้ลงทุนมือใหม่ดูกราฟดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ บนแล็ปท็อป
ช่องทาง ความยากง่าย เงินลงทุนขั้นต่ำ ค่าธรรมเนียม การกระจายความเสี่ยง
หุ้นรายตัว ต้องศึกษาบริษัทเอง แตกต่างกันตามผู้ให้บริการ แตกต่างกันตามผู้ให้บริการ ต่ำ ถ้าซื้อน้อยตัว
ETF อิงดัชนี NASDAQ-100 ปานกลาง แตกต่างกันตามผู้ให้บริการ ค่าคอมมิชชันตอนซื้อขาย และค่าบริหารกองทุนภายใน สูงกว่าหุ้นรายตัว แต่กระจุกตัวในหุ้นใหญ่
กองทุนรวมในประเทศ ง่าย ทำผ่านแอปหรือสาขา แตกต่างกันตามกองทุน ค่าธรรมเนียมการจัดการและการซื้อขายตามหนังสือชี้ชวน ขึ้นกับนโยบายของกองทุน
ใบรับฝากหลักทรัพย์ (DR) ง่าย ซื้อขายในตลาดไทย แตกต่างกันตามผู้ให้บริการ ค่าคอมมิชชันตามโบรกเกอร์ไทย ขึ้นกับหลักทรัพย์ที่อ้างอิง

ตัวเลขค่าธรรมเนียมและเงินขั้นต่ำเปลี่ยนแปลงได้และต่างกันมากในแต่ละราย จึงไม่ระบุตัวเลขตายตัวในที่นี้ ให้ตรวจสอบจากเว็บไซต์หรือหนังสือชี้ชวนของผู้ให้บริการโดยตรง

เลือกช่องทางให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของคุณ

สมุดจดเช็กลิสต์เป้าหมายการเงินวางข้างเครื่องคิดเลข

ก่อนเลือกช่องทาง ลองตอบคำถามเหล่านี้กับตัวเอง

  • ตั้งใจลงทุนนานแค่ไหน ถ้าต้องใช้เงินภายในไม่กี่ปี ควรระวังเป็นพิเศษเพราะราคาอาจตกในช่วงที่ต้องใช้เงิน
  • เงินที่นำมาลงทุนเป็นเงินเย็นหรือไม่ เงินที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันไม่ควรนำมาลงทุน
  • พร้อมศึกษางบการเงินของบริษัทแต่ละแห่งหรือไม่ ถ้าไม่พร้อม ผลิตภัณฑ์ที่กระจายความเสี่ยงอยู่แล้วอาจเข้าใจง่ายกว่า
  • รับได้แค่ไหนถ้ามูลค่าเงินลงทุนลดลงชั่วคราว เช่น หนึ่งในสาม
ป้ายบอกทางหลายเส้นทางสื่อถึงช่องทางลงทุนที่แตกต่างกัน

ทยอยซื้อ กับ ซื้อก้อนเดียว

  • ทยอยซื้อเป็นงวด: แบ่งเงินซื้อสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อผิดจังหวะ แต่อาจเสียค่าธรรมเนียมต่อครั้งหลายรอบ
  • ซื้อก้อนเดียว: ได้เข้าตลาดทันทีและค่าธรรมเนียมครั้งเดียว แต่ถ้าซื้อก่อนราคาลง ผลกระทบจะตกกับเงินทั้งก้อน

ไม่มีวิธีใดถูกที่สุดสำหรับทุกคน ขึ้นกับเงินทุน ระยะเวลา และความสบายใจของคุณ

ขั้นที่ 1: เลือกโบรกเกอร์ที่ใช่

ผู้ลงทุนเปรียบเทียบเงื่อนไขโบรกเกอร์บนแล็ปท็อป

โบรกเกอร์คือด่านแรกที่ถือเงินและหุ้นของคุณ จึงควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ

  • ใบอนุญาตและการกำกับดูแล: ก.ล.ต. เตือนว่าการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาตจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและเสี่ยงถูกหลอกลวง ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตได้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. หรือแอป SEC Check First และตรวจรายชื่อผู้ไม่ได้รับอนุญาตได้ที่หน้า Investor Alert
  • ค่าธรรมเนียมซื้อขาย: ดูว่าคิดเป็นต่อครั้งหรือตามมูลค่า และมีขั้นต่ำต่อรายการหรือไม่
  • ค่าแลกเปลี่ยนเงินตราและค่าโอนเงิน: ต้นทุนส่วนนี้มักถูกมองข้ามแต่สะสมได้มาก
  • เงินฝากขั้นต่ำ: ตรวจสอบว่ามีเงื่อนไขหรือไม่
  • แอปและบริการภาษาไทย: มีผลเมื่อเกิดปัญหาและต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุน
  • การคุ้มครองทรัพย์สิน: สอบถามว่าโบรกเกอร์เป็นสมาชิก SIPC หรือมีกลไกคุ้มครองอื่นหรือไม่ SIPC คุ้มครองสูงสุด 500,000 ดอลลาร์ต่อลูกค้า (เงินสดไม่เกิน 250,000 ดอลลาร์) กรณีโบรกเกอร์สมาชิกล้มละลาย และไม่คุ้มครองการขาดทุนจากราคาตลาดที่ลดลง
สมุดจดเช็กลิสต์เป้าหมายการเงินวางข้างเครื่องคิดเลข

ข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ให้ตรวจสอบจากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์และ ก.ล.ต. ด้วยตัวเองทุกครั้งก่อนเปิดบัญชี หากพบการชักชวนที่น่าสงสัย แจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1207 กด 22

ขั้นที่ 2: เปิดบัญชีและยืนยันตัวตน

ผู้ใช้ถ่ายภาพบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอป

การเปิดบัญชีส่วนใหญ่ทำออนไลน์ เอกสารที่มักต้องเตรียมมีดังนี้

  • บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง
  • หลักฐานที่อยู่ เช่น ใบแจ้งหนี้สาธารณูปโภคหรือรายการเดินบัญชี
  • ข้อมูลบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงิน
  • ข้อมูลอาชีพ แหล่งที่มาของเงิน และประสบการณ์การลงทุนตามแบบสอบถามของโบรกเกอร์

แบบฟอร์ม W-8BEN คืออะไร

W-8BEN คือแบบฟอร์มที่ผู้ลงทุนซึ่งไม่ใช่พลเมืองหรือผู้มีถิ่นที่อยู่ทางภาษีของสหรัฐฯ ใช้แจ้งสถานะต่อโบรกเกอร์ เพื่อขอใช้อัตราภาษีตามสนธิสัญญาภาษี โดยเฉพาะเงินปันผลจากหุ้นสหรัฐฯ หากไม่มีแบบฟอร์มที่ถูกต้อง อัตราหักภาษีเริ่มต้นอาจสูงถึง 30% โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีขั้นตอนให้กรอกในระหว่างเปิดบัญชี แบบฟอร์มนี้มีอายุจำกัด ควรตรวจสอบเงื่อนไขการต่ออายุกับโบรกเกอร์

ผู้ลงทุนเปรียบเทียบเงื่อนไขโบรกเกอร์บนแล็ปท็อป

🛒 สินค้าแนะนำ

AliExpress 🛒 สินค้าแนะนำ

ระยะเวลาอนุมัติบัญชีแตกต่างกันตามผู้ให้บริการ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือชื่อในเอกสารไม่ตรงกับบัญชีธนาคาร ภาพเอกสารไม่ชัด หรือที่อยู่ไม่ตรงกัน ควรตรวจทานก่อนส่ง

ขั้นที่ 3: ฝากเงินและแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์สหรัฐ

ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐและเครื่องคิดเลขสื่อถึงการแลกเงินและต้นทุนโอน

เมื่อบัญชีได้รับอนุมัติ ขั้นต่อไปคือโอนเงินเข้าบัญชีลงทุน วิธีที่พบบ่อยคือโอนผ่านธนาคาร โอนผ่านช่องทางที่โบรกเกอร์รองรับ หรือแลกเงินเป็นดอลลาร์ผ่านบริการของโบรกเกอร์ ต้องตรวจสอบว่าโบรกเกอร์รองรับวิธีใดและคิดค่าธรรมเนียมเท่าไร

ต้นทุนที่แท้จริงมาจากไหน

  • ส่วนต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับกับอัตรากลาง
  • ค่าธรรมเนียมโอนของธนาคารต้นทางและปลายทาง
  • ค่าธรรมเนียมของโบรกเกอร์ในการรับฝากหรือแปลงสกุลเงิน

ตัวอย่างการคำนวณแบบง่าย (ตัวเลขสมมติเพื่อการเรียนรู้เท่านั้น)

สมมติโอนเงิน 100,000 บาท โดยต้นทุนรวมจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียมโอนเท่ากับ 1% เงินที่ถูกหักไปคือ 1,000 บาท เหลือเงินลงทุนจริง 99,000 บาท ถ้าต้องแลกกลับเป็นบาทตอนขายหุ้นและมีต้นทุน 1% อีกครั้ง ต้นทุนการแลกเงินไป-กลับรวมจะอยู่ราว 2% ของเงินต้น ตัวเลขนี้เป็นเพียงสมมติ ต้นทุนจริงของคุณจะขึ้นกับผู้ให้บริการและช่วงเวลาที่แลกเงิน

เพราะเหตุนี้ การโอนเงินจำนวนน้อยบ่อยครั้งอาจทำให้ค่าธรรมเนียมคงที่ต่อครั้งกินสัดส่วนสูงขึ้น ควรคำนวณก่อนวางแผนทยอยซื้อ

ผู้ใช้ถ่ายภาพบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอป

ขั้นที่ 4: ค้นหาหุ้นหรือ ETF และสั่งซื้อ

หน้าจอสั่งซื้อหลักทรัพย์บนสมาร์ทโฟนพร้อมช่องกรอกจำนวนและราคา

เมื่อมีเงินในบัญชีแล้ว ให้ค้นหาหลักทรัพย์ด้วยตัวย่อ (ticker) เช่น ตัวย่อที่ตลาดกำหนดให้แต่ละหลักทรัพย์ ควรเปิดหน้าข้อมูลของหลักทรัพย์เพื่อตรวจชื่อบริษัทหรือชื่อกองทุนให้ตรงกับที่ต้องการ เพราะบางครั้งตัวย่อใกล้เคียงกันแต่เป็นคนละผลิตภัณฑ์

ประเภทคำสั่งซื้อที่ควรรู้

  • Market Order (คำสั่งซื้อที่ราคาตลาด): ซื้อทันทีในราคาที่ตลาดเสนอ ได้ความรวดเร็ว แต่ราคาที่ได้อาจต่างจากที่เห็นบนหน้าจอ โดยเฉพาะเมื่อราคาเคลื่อนไหวเร็ว
  • Limit Order (คำสั่งซื้อกำหนดราคา): กำหนดราคาสูงสุดที่ยอมจ่ายเอง คำสั่งจะจับคู่เมื่อราคาถึงเงื่อนไข แต่ถ้าราคาไม่ถึงอาจไม่ได้ซื้อเลย

เช็กลิสต์ก่อนกดยืนยัน

  • ตัวย่อและชื่อหลักทรัพย์ถูกต้องหรือไม่
  • จำนวนหุ้นและราคารวมไม่เกินเงินที่ตั้งใจลงทุน
  • เลือกประเภทคำสั่งตรงกับที่ต้องการ
  • ทราบค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมที่จะถูกหักแล้ว
  • เงินก้อนนี้เป็นเงินที่รับความเสี่ยงได้

เวลาเปิดทำการตลาดสหรัฐฯ เทียบเวลาไทย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการช่วง 9:30 ถึง 16:00 น. ตามเวลานิวยอร์ก ช่วงใช้เวลาออมแสง ตรงกับประมาณ 20:30 ถึง 03:00 น. ของไทย เมื่อสหรัฐฯ กลับเป็นเวลามาตรฐาน (ในปี 2569 คือวันที่ 1 พฤศจิกายน) เวลาเปิดตลาดตามเวลาไทยจะเลื่อนเป็นประมาณ 21:30 ถึง 04:00 น. ควรตรวจสอบปฏิทินวันหยุดและเวลาทำการจริงของตลาดกับโบรกเกอร์ทุกครั้ง

ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐและเงินบาทข้างเครื่องคิดเลข

ภาษี ค่าธรรมเนียม และต้นทุนแอบแฝงที่ต้องรู้

เอกสารภาษีและเครื่องคิดเลขบนโต๊ะสำหรับวางแผนต้นทุนการลงทุน

ภาษีเงินปันผลสหรัฐฯ

สนธิสัญญาภาษีไทย–สหรัฐฯ กำหนดเพดานภาษี ณ แหล่งเงินได้สำหรับเงินปันผลแบบพอร์ตโฟลิโอที่ 15% และ 10% สำหรับการลงทุนโดยตรงที่ถือหุ้นตามเกณฑ์ ผู้ลงทุนรายย่อยจึงมักเกี่ยวข้องกับอัตรา 15% อย่างไรก็ดี หากไม่มีแบบฟอร์มที่ถูกต้อง หรือโบรกเกอร์ไม่ได้ใช้สิทธิตามสนธิสัญญา อัตราอาจเป็น 30% ได้ ให้สอบถามโบรกเกอร์ว่าใช้อัตราใดกับคุณ

ภาษีเงินได้ของไทยสำหรับรายได้จากต่างประเทศ

กรมสรรพากรเปลี่ยนแนวทางตั้งแต่ปี 2567 โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในไทย (อยู่ในไทยรวม 180 วันขึ้นไปในปีภาษี) ที่นำเงินได้จากต่างประเทศซึ่งเกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 เข้ามาในประเทศ อาจต้องนำมารวมคำนวณภาษีในปีที่นำเข้า ไม่ว่าเงินนั้นเกิดขึ้นในปีใด มีข้อเสนอผ่อนปรนซึ่งยังเป็นร่างและมีรายงานว่ายังไม่ประกาศใช้ ณ กลางปี 2569 กฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนอีก ควรสอบถามกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนโอนเงินกลับไทย

ต้นทุนอื่นที่ควรตรวจสอบ

  • ค่าคอมมิชชันต่อรายการ
  • ค่าธรรมเนียมดูแลบัญชีหรือค่าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของบัญชี (ถ้ามี)
  • ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย (spread) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นในใบยืนยัน
  • ค่าธรรมเนียมถอนเงินและโอนกลับ
  • ค่าบริหารจัดการภายในของ ETF หรือกองทุนรวม

ความเสี่ยงและข้อควรระวังของการลงทุนหุ้น NASDAQ

ป้ายเตือนความระมัดระวังริมทางสื่อถึงความเสี่ยงในการลงทุน
  • ความผันผวนสูง: หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจขึ้นลงแรงในช่วงเวลาสั้น
  • ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน: ลงทุนเป็นดอลลาร์ ผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นบาทจึงขึ้นกับค่าเงินด้วย
  • การกระจุกตัว: ดัชนีและ ETF ที่อิง NASDAQ-100 มักให้น้ำหนักกับบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่งมาก การซื้อหลายผลิตภัณฑ์อาจยังซ้ำกลุ่มเดียวกัน
  • ต้นทุนสะสม: ค่าธรรมเนียมและภาษีกัดกินผลตอบแทนในระยะยาว
  • ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการ: ใช้บริการกับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตอาจไม่ได้รับความคุ้มครอง และ SIPC ไม่ได้ชดเชยการขาดทุนจากตลาด
หน้าจอสั่งซื้อหลักทรัพย์บนสมาร์ทโฟน

ข้อผิดพลาดที่มือใหม่พบบ่อย

  • ซื้อตามกระแสโดยไม่เข้าใจว่าบริษัทหรือกองทุนทำอะไร
  • ใช้เงินที่ต้องใช้ในระยะสั้นมาลงทุน
  • ซื้อหุ้นก้อนใหญ่ตัวเดียวทั้งหมด
  • ไม่ตรวจสอบค่าธรรมเนียมและต้นทุนแลกเงินก่อนเริ่ม
  • เชื่อคำชวนที่รับประกันผลตอบแทน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของการหลอกลวง

ข้อความสำคัญ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ภาษี หรือกฎหมาย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าหรือสูญเสียเงินต้น ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

ผู้หญิงนั่งอ่านคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลงทุนบนแท็บเล็ต

ต้องมีเงินเท่าไรถึงเริ่มได้

ขึ้นกับช่องทางและผู้ให้บริการ บางแห่งกำหนดเงินฝากหรือยอดซื้อขั้นต่ำ บางแห่งไม่กำหนด ให้ตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละราย และควรเริ่มจากเงินจำนวนน้อยที่คุณรับความเสี่ยงได้

ซื้อหุ้นเศษส่วนได้หรือไม่

ได้เฉพาะบางโบรกเกอร์และบางหลักทรัพย์ที่ให้บริการหุ้นเศษส่วน ให้ตรวจสอบว่าโบรกเกอร์ที่คุณเลือกรองรับหรือไม่ รวมถึงเงื่อนไขและค่าธรรมเนียม

เอกสารภาษีและเครื่องคิดเลขบนโต๊ะ

ซื้อ ETF กับหุ้นรายตัว อย่างไหนเหมาะกับมือใหม่กว่า

ETF กระจายความเสี่ยงไปหลายบริษัทในครั้งเดียว จึงลดผลกระทบจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมีปัญหา ส่วนหุ้นรายตัวต้องวิเคราะห์บริษัทเองและความเสี่ยงกระจุกตัวสูงกว่า แต่ ETF ที่อิง NASDAQ-100 ก็ยังผันผวนและกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยี ความเหมาะสมขึ้นกับเป้าหมายและความรู้ของคุณ

ปลอดภัยแค่ไหนเมื่อฝากเงินกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ

ขึ้นกับว่าโบรกเกอร์ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และมีกลไกคุ้มครองลูกค้าอย่างไร ควรตรวจสอบใบอนุญาต ตรวจสอบว่าเป็นสมาชิก SIPC หรือไม่ และเก็บหลักฐานการทำรายการไว้ ไม่มีโบรกเกอร์ใดการันตีผลตอบแทนหรือป้องกันการขาดทุนจากตลาดได้

ขายหุ้นแล้วรับเงินกลับไทยอย่างไร

โดยทั่วไปเมื่อขายแล้ว เงินจะเข้าบัญชีลงทุนเป็นดอลลาร์ จากนั้นสั่งถอนไปยังบัญชีธนาคารตามช่องทางที่โบรกเกอร์รองรับ อาจต้องแลกเป็นบาทและเสียค่าธรรมเนียม ก่อนโอนกลับควรตรวจสอบเรื่องภาษีเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในไทยตามหัวข้อก่อนหน้า

ก่อนเปิดบัญชี ลองตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต และเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการฝากถอน และการคุ้มครองทรัพย์สินของโบรกเกอร์หลายแห่งให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ

ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตที่ ก.ล.ต.

สรุป

ผู้ลงทุนมือใหม่ยิ้มมั่นใจหลังวางแผนการลงทุนเสร็จ

การซื้อหุ้น NASDAQ สรุปได้เป็นสี่ขั้นตอน คือ เลือกโบรกเกอร์ที่ได้รับอนุญาตและโปร่งใสเรื่องต้นทุน เปิดบัญชีพร้อมแบบฟอร์ม W-8BEN ฝากเงินและแลกเป็นดอลลาร์โดยคำนึงถึงต้นทุนจริง แล้วค้นหาหลักทรัพย์ด้วยตัวย่อและสั่งซื้อด้วยประเภทคำสั่งที่เข้าใจ ก่อนเริ่มควรเลือกช่องทางที่เหมาะกับเป้าหมาย และเริ่มจากเงินจำนวนน้อยที่คุณรับความเสี่ยงได้ เรียนรู้ระหว่างทาง และทบทวนเรื่องภาษีและต้นทุนเป็นระยะ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

  1. กระทรวงการคลังสหรัฐฯ: เอกสารข่าวเกี่ยวกับอนุสัญญาภาษีไทย–สหรัฐฯ (home.treasury.gov/news/press-releases/rr1386)
  2. BDO: คำสั่งกรมสรรพากร ป.162/2566 เรื่องเงินได้จากต่างประเทศ (bdo.global)
  3. HLB Thailand: กฎใหม่การเก็บภาษีเงินได้จากต่างประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 (hlbthai.com)
  4. Lex Bangkok: คู่มือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับชาวต่างชาติ ปี 2569 (lexbangkok.com)
  5. SIPC: เอกสาร How SIPC Protects You (sipc.org)
  6. ก.ล.ต.: คำเตือนเรื่องผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับอนุญาต และ Investor Alert (sec.or.th)

ต้องการเปรียบเทียบและคู่มือการซื้อเพิ่มเติมไหม

ดูเพิ่มเติมที่ Atovia →

เข้าร่วมชุมชนของเรา

การอ้างอิงบทความนี้

แหล่งที่มา: Atovia (Atovia). https://atovia.kr

Leave a Comment